หลอมรวมทั้งที่กีดกัน: อัตลักษณ์ชาติไทยในหมู่ชาวอีสาน

Jacob I. Ricks

Ubon Thani Northeast Thailand KRSEA

ประชากรพูดภาษาลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งมักเรียกกันว่าคนอีสาน ตกเป็นเหยื่อการเลือกปฏิบัติและกีดกันจากผลดีด้านการพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่ตกเป็นของภาคกลางและกรุงเทพมาเป็นเวลานาน 1 อันที่จริง รัฐบาลไทยมีนโยบาย “สูบจากชนบทเหมือนสูบจากเมืองขึ้น” 2เพื่อส่งเสริมทุนและอุดหนุนแรงงานในเมืองมาหลายทศวรรษ  ยิ่งกว่านั้น ข้อบังคับเข้มงวดด้านภาษาในภาคการศึกษาและระบบราชการซ้ำเติมความเสียเปรียบแก่คนพื้นเมืองชาวอีสาน 3  ในเชิงเศรษฐกิจนั้น ภาคอีสานล้าหลังส่วนอื่นๆ ของประเทศ มีอัตราความยากจนสูงกว่า รวมทั้งประชากรทำมาหาเลี้ยงชีพในภาคเศรษฐกิจนอกระบบในอัตราสูงด้วย 4  ในเชิงการเมือง ภาคอีสานก็ถูกกีดกันค่อนข้างมากเช่นกัน มีชาวพื้นเมืองอีสานแค่ไม่กี่คนได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง  คนที่เคยดำรงตำแหน่งสูงในช่วงทศวรรษ 1940 ก็ถูกรัฐไทยสังหาร 5  นับแต่นั้นมา บุคคลที่เป็นชาวอีสานแท้ๆ ค่อนข้างน้อยคนที่มีชื่อเสียงโดดเด่นทางการเมือง ทั้งๆ ที่ชาวอีสานมีจำนวนเกือบ 30% ของประชากรทั้งประเทศ 6

KRSEA National Identity among Isan People Picture1

รูป 1. กลุ่มภาษาในประเทศไทย
Source: Lewis et al. (2015); Premsrirat et al. (2004)

เนื่องจากถูกกีดกันขนาดนี้ ย่อมไม่น่าประหลาดใจถ้าการระดมมวลชนเชิงชาติพันธุ์จะมีประสิทธิผลอยู่บ้าง  อันที่จริง มีแนวโน้มว่าการระดมมวลชนในเชิงภูมิภาคเป็นสิ่งที่ได้ผล  งานวิจัยของผู้เขียนเกี่ยวกับผลกระทบของภาษาต่อการเมืองสะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองที่พูดภาษาลาวท้องถิ่นที่เรียกกันว่าภาษาอีสานแทนการพูดภาษาไทยกลาง เพิ่มโอกาสที่คนอีสานจะลงคะแนนเสียงเลือกเขาถึง 17% 7 เสาวนีย์ อเลกซานเดอร์และดันแคน แมคคาร์โกยังค้นพบด้วยว่า อัตลักษณ์ของภูมิภาคมีการพัฒนาและเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมีพื้นฐานจากความแตกต่างด้านภาษา 8   ดังนั้น ศักยภาพในการระดมมวลชนเชิงชาติพันธุ์จึงมีอยู่อย่างแน่นอน

กระนั้นก็ตาม การระดมมวลชนเชิงชาติพันธุ์กลับไม่มีอิทธิพลในระดับใหญ่กว่านั้น  ยกตัวอย่างเช่น ทั้งพรรคเพื่อไทยและขบวนการคนเสื้อแดงมีฐานเสียงแข็งแกร่งในภาคอีสาน  แต่ทั้งสององค์กรไม่เคยโฆษณาตัวเองในฐานะ “อีสาน”  แกนนำของทั้งสององค์กรถูกครอบงำด้วยคนไทยจากภูมิภาคอื่น  แกนนำคนเสื้อแดงที่มีชื่อเสียงอันประกอบด้วย จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ล้วนแต่เป็นคนใต้  ส่วนนักการเมืองอันดับต้นๆ ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2562 ก็มาจากภาคกลางและกรุงเทพ  ตระกูลชินวัตรที่เป็นผู้นำพรรคเพื่อไทยมายาวนานถือว่าเชียงใหม่เป็นบ้านเกิด  แต่พวกเขาก็ไม่เหนียมอายที่จะย้ำเน้นความเป็นคนเชื้อสายจีนและการมีฐานที่ตั้งในกรุงเทพ  ในการเมืองไทยนั้น ชาติพันธุ์มีความสำคัญน้อยกว่านโยบาย ชนชั้นและบารมีส่วนบุคคล

เหตุใดเราจึงไม่เห็นการระดมมวลชนชาวอีสานเกิดขึ้น?  ผู้เขียนขอเสนอว่าคำตอบส่วนใหญ่พบได้ในความสำเร็จของการหลอมรวมชาวอีสานเข้ามาอยู่ในอัตลักษณ์ความเป็นชาติไทย  ในขณะที่อัตลักษณ์เชิงชาติพันธุ์-ภูมิภาคอาจเป็นแรงขับดันกิจกรรมทางการเมืองบางอย่าง แต่สุดท้ายมันก็ยังอยู่ภายใต้อัตลักษณ์ที่ใหญ่กว่านั้น จนทำให้ไม่สามารถระดมบุคคลและกลุ่มเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง  การวิจัยในระยะหลังชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกซึมซับลัทธิชาตินิยมสามารถเอาชนะความแตกต่างด้านชาติพันธุ์และกระตุ้นให้กลุ่มประชากรที่มีความแตกต่างด้านชาติพันธุ์เห็นความสำคัญของความเป็นเอกภาพในชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ 9   รัฐจึงสามารถใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์ความเป็นชาติมาเป็นสะพานเชื่อมความแตกแยกร้าวลึกทางสังคมได้

อย่างน้อยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชาวอีสานนั้น รัฐไทยใช้นโยบายการหลอมรวมชาติพันธุ์มานานกว่า 100 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อกลืนกลายให้ชาวลาวในอีสานอยู่ภายใต้อัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ใหญ่กว่า  นโยบายนี้เริ่มต้นภายใต้การปฏิรูปเพื่อรวมศูนย์อำนาจในสมัยรัชกาลที่ 5 (2411-2453) และดำเนินต่อมาภายหลังการสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475  โดยเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนที่สุดในนโยบายการศึกษา ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานให้ใช้ภาษาไทยกลางเหมือนกันหมดทั่วทั้งประเทศ โดยยึดเอาภาษาเป็นเสาหลักสำคัญเสาหนึ่งของอัตลักษณ์ความเป็นไทย  ชาร์ลส์ คายส์เสนอเหตุผลว่า ชาวอีสานจำนวนมากรับเอาภาษาไทยกลางและอัตลักษณ์ไทยเพื่อบูรณาการตัวเองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดและได้รับผลดีเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากการระบุว่าตนเป็นคนไทย 10

ถ้าเช่นนั้น คำถามก็คือการหลอมรวมนี้ประสบความสำเร็จในการดึงชาวอีสานเข้ามาอยู่ในชุมชนความเป็นไทยในระดับไหน ทั้งๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญความเสียเปรียบและถูกกีดกันมาตลอด  ผู้เขียนสำรวจดูประเด็นนี้โดยอาศัยทั้งข้อมูลจากแบบสอบถาม รวมทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างชุดหนึ่งที่ระบุบอกว่าตนเป็นคนอีสาน  การอภิปรายถึงผลลัพธ์จากการสำรวจอย่างละเอียดลออกว่านี้มีนำเสนออยู่ในงานเขียนชิ้นอื่น 11  ส่วนในที่นี้ ผู้เขียนขอสรุปข้อค้นพบสองสามประการดังนี้

ประการแรก ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามในการสำรวจระดับชาติถึง 4 ครั้งสนับสนุนข้อสรุปว่า ชาวอีสานรับเอาอัตลักษณ์ความเป็นชาติไทยเป็นอัตลักษณ์ของตนแล้ว  ทั้งสำนัก Asian Barometer (AB) 12 และสำนัก World Values Survey (WVS) 13 ได้ดำเนินการสำรวจหลายรอบในประเทศไทย รวมทั้งตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาติ และมีการระบุบ่งชี้ภาษาบ้านเกิดของผู้ตอบแบบสอบถามไว้ด้วย  การสำรวจนี้ช่วยให้เราเปรียบเทียบคำตอบระหว่างประชากรชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อทดสอบว่านโยบายหลอมรวมข้างต้นประสบความสำเร็จแค่ไหนในการโน้มน้าวให้ชาวอีสานเชื่อใน “ความเป็นไทย” ของตน  ถ้านโยบายรัฐไม่ได้ผล เราก็น่าจะได้เห็นคำตอบของชาวอีสานมีความชาตินิยมน้อยกว่ากลุ่มประชากรที่พูดภาษาไทยกลางโดยรวม  ในอีกด้านหนึ่ง ถ้านโยบายดังกล่าวได้ผล เราก็จะเห็นชาวอีสานตอบคำถามในระดับที่ใกล้เคียงกับกลุ่มประชากรอื่นในชาติ

รูป 2. “คุณภูมิใจในความเป็นคนไทยแค่ไหน?”
หมายเหตุ: กลุ่มประชากรที่พูดภาษาไทยกลางถือเป็นคะแนนฐาน (0) แผนภูมิแท่งแทนช่วงความเชื่อมั่น 95%
จำนวนผู้พูดภาษาในแต่ละกลุ่มมีดังนี้:
WVS (2007) ไทยกลาง 641, อีสาน 494, คำเมือง 106, ปักษ์ใต้ 175;
AB (2010) ไทยกลาง 772, อีสาน 450, คำเมือง 63, ปักษ์ใต้ 161;
WVS (2013) ไทยกลาง 560, อีสาน 403, คำเมือง 81, ปักษ์ใต้ 106;
AB (2014) ไทยกลาง 539, อีสาน 414, คำเมือง 147, ปักษ์ใต้ 87.
ข้อมูลจาก Asian Barometer Waves 3 and 4 and World Values Survey Waves 5 and 6.

ในแผนภูมิข้างต้น (รูป 2)  เราเห็นความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่มภาษาหลัก 4 กลุ่มในประเทศไทยสำหรับคำตอบต่อคำถามว่า “คุณภูมิใจในความเป็นคนไทยแค่ไหน?”  กลุ่มทั้งสี่ประกอบด้วยผู้พูดภาษาไทยกลาง ผู้พูดภาษาอีสาน ผู้พูดคำเมืองจากภาคเหนือและผู้พูดปักษ์ใต้จากภาคใต้ของประเทศไทย 14  คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มผู้พูดไทยกลางถือเป็นคะแนนฐาน ในที่นี้คือ 0  คะแนนเหนือกว่าศูนย์บ่งชี้ว่าคำตอบของกลุ่มโดยเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มผู้พูดไทยกลาง  ส่วนคะแนนต่ำกว่าศูนย์บ่งชี้ว่าคำตอบของกลุ่มโดยเฉลี่ยต่ำกว่าคะแนนฐาน  ส่วนเส้นจำกัดขนาดเล็กกว่าที่พาดบนกราฟแท่งคือช่วงความเชื่อมั่น 95%  ถ้าเส้นนี้ตัดผ่านเส้นเลขศูนย์ หมายความว่าเราไม่สามารถยืนยันความแตกต่างระหว่างคำตอบของกลุ่มนั้นๆ  กับกลุ่มผู้พูดภาษาไทยกลาง

ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ในแง่ความรู้สึกภาคภูมิใจกับความเป็นไทยนั้น กลุ่มผู้ตอบคำถามที่พูดภาษาอีสานมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มผู้ตอบคำถามเดียวกันที่พูดภาษาไทยกลางอย่างคงเส้นคงวา  อันที่จริง ความแตกต่างนี้มีนัยยะสำคัญทางสถิติในการสำรวจวิจัยทั้งสี่รอบ  นอกจากนี้ ผู้พูดภาษาอีสานมีคะแนนความรู้สึกถึงอัตลักษณ์ชาติไทยสูงกว่าผู้พูดปักษ์ใต้ในการสำรวจทุกรอบ  ส่วนความแตกต่างระหว่างผู้พูดภาษาอีสานกับคำเมืองมีความคงเส้นคงวาน้อยกว่า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ชาวอีสานโอบรับอัตลักษณ์ชาติไทยในระดับที่สูงกว่าผู้พูดภาษาไทยกลางเสียอีก และอย่างน้อยที่สุดก็สูงในระดับเดียวกับกลุ่มอื่นๆ ในภาคอีสานและภาคใต้

รูป 3. “ฉันแลเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทย”
หมายเหตุ: กลุ่มประชากรที่พูดภาษาไทยกลางถือเป็นคะแนนฐาน (0) แผนภูมิแท่งแทนช่วงความเชื่อมั่น 95%
จำนวนผู้พูดภาษาในแต่ละกลุ่มมีดังนี้:
WVS (2007) ไทยกลาง 641, อีสาน 494, คำเมือง 106, ปักษ์ใต้ 175;
WVS (2013) ไทยกลาง 560, อีสาน 403, คำเมือง 81, ปักษ์ใต้ 106;
ข้อมูลจาก World Values Survey Waves 5 and 6.

เมื่อทำการทดสอบแบบเดียวกันกับคะแนนคำตอบเกี่ยวกับระดับความเห็นพ้องที่มีต่อข้อความว่า “ฉันแลเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทย”  เราได้เห็นอีกครั้งว่าชาวอีสานมีคะแนนเชิงบวกมากกว่ากลุ่มผู้พูดภาษาไทยกลาง (รูป 3)  ความแตกต่างมีลักษณะเชิงบวกและมีนัยสำคัญในทั้งสองรอบที่สำนัก World Values Survey ทำการสำรวจ  ส่วนผลลัพธ์ของกลุ่มผู้พูดคำเมืองกับปักษ์ใต้มีความคงเส้นคงวาน้อยกว่า  ข้อค้นพบนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ความพยายามของรัฐไทยในการหลอมรวมชาติพันธุ์ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้ชาวพื้นถิ่นอีสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเชื่อว่าตนเป็นคนไทย  อันที่จริง ชาวอีสานโดยรวมตอบคำถามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ชาติไทยในเชิงบวกมากกว่ากลุ่มภาษาอื่นทั่วทั้งประเทศ

เพื่อให้มีน้ำหนักมากขึ้นในการทำความเข้าใจว่าชาวอีสานโอบรับอัตลักษณ์ความเป็นชาติไทยในระดับไหน  ผู้เขียนได้ทำการสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (semi-structured interview) กับผู้พูดภาษาอีสานจากหลากหลายสถานภาพในสังคม  ผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ชาติไทย โดยเน้นย้ำหนักแน่นเกี่ยวกับ “ความเป็นไทย” ของตน ซึ่งสรุปได้กระชับที่สุดในคำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งเมื่อถูกตั้งคำถามให้เปรียบเทียบอัตลักษณ์ความเป็นไทยกับความเป็นอีสานของเธอ 15

ฉันต้องขออธิบายให้คุณฟังว่า คนอีสานก็คือคนไทย ไม่มีการแบ่งแยก เราภูมิใจในความเป็นอีสานของเราอย่างไร เราก็ภูมิใจในความเป็นไทยของเราอย่างนั้น เพราะคนอีสานก็คือคนไทย

หลังจากดำเนินนโยบายหลอมรวมมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ ชาวลาวในภาคอีสานก็กลายเป็นคนไทย  ถึงแม้พวกเขารักษาอัตลักษณ์ตามภูมิภาคไว้ แต่ก็มองตัวเองมีที่ทางตามธรรมชาติภายในชาติไทย  รวมทั้งภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นคนไทย

เมื่อตั้งคำถามต่อไปเกี่ยวกับศักยภาพในการระดมมวลชนด้วยอัตลักษณ์ความเป็นคนอีสาน ผู้ตอบคำถามส่วนใหญ่รู้สึกว่า การระดมมวลชนด้วยอัตลักษณ์เชิงชาติพันธุ์-ภูมิภาค โดยเฉพาะด้วยภาษาอีสาน อาจเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ได้ผล อย่างน้อยก็ในระดับท้องถิ่น  แต่ในระดับชาติ หลายคนกลับไม่เห็นด้วยหากนักการเมืองใช้ภาษาอีสาน  ผู้ตอบคำถามคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “มันไม่ [เหมาะ]  ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะมีคนในสังคมเยอะแยะที่ไม่อยากฟังภาษาอีสาน” 16 อีกคนหนึ่งยืนยันว่า “ฉันอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่มันก็มีข้อเสีย  ประชาชนอาจคิดว่านักการเมืองคนนั้นเอาใจแต่คนอีสาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี” 17  อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “นักการเมืองต้องเป็นที่ยอมรับทั้งประเทศ  ถ้านักการเมืองพูดเหมือนเป็นตัวแทนแค่คนอีสาน มันจะสร้างปัญหา” 18  คำตอบเหล่านี้เน้นย้ำให้เห็นความเชื่อของผู้ให้สัมภาษณ์ว่า การเอาใจฐานเสียงในเชิงชาติพันธุ์-ภูมิภาคมีความสำคัญน้อยกว่าเอกภาพแห่งชาติ  อัตลักษณ์ความเป็นอีสานจึงต้องอยู่ภายใต้ความเป็นไทยที่ใหญ่กว่า

ด้วยเหตุนี้ ลัทธิชาตินิยมไทยที่เข้มข้นจึงช่วยลดแรงกดดันมิให้เกิดการระดมมวลชนเชิงชาติพันธุ์-ภูมิภาคในภาคอีสาน  ทั้งๆ ที่ชาวอีสานยังคงด้อยโอกาสทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง แต่ความเสียเปรียบเหล่านี้กลับไม่นำไปสู่การเกิดขบวนการระดับภูมิภาคหรือพรรคการเมืองเชิงชาติพันธุ์ ซึ่งอาจส่งเสริมความแข็งแกร่งของอัตลักษณ์มากกว่านี้  อีกทั้งดูเหมือนว่าการระดมมวลชนแบบนั้นยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้  โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมีกองทัพขี้ระแวงคอยแทรกแซงทางการเมืองไม่หยุดหย่อนและเฝ้าตอกย้ำอัตลักษณ์แห่งชาติที่รัฐไทยเห็นชอบอย่างแข็งขัน

Jacob I. Ricks
Assistant Professor of Political Science. School of Social Sciences, Singapore Management University

Banner: Udon Thani, a major city in northeast of Thailand. Image: M2020 / Shutterstock.com

 
 

 

 

Notes:

  1. John Draper and Joel Sawat Selway, “A New Dataset on Horizontal Structural Ethnic Inequalities in Thailand in Order to Address Sustainable Development Goal 10,” Social Indicators Research 141, no. 1 (2019), 275-297.
  2. Lt. General Saiyut Koetphon, “Govt Policy is Leading to Disaster in the Hills,” Bangkok Post (January 4, 1976).
  3. John Draper, “Tales from the Wasteland I: Thai IQ by Ethnicity,” Prachatai English (January 11, 2016): https://prachatai.com/english/node/6684; John Draper, “Tales from the Wasteland II: Thai Language Ability and Failure by Ethnicity,” Prachatai English (12 September, 2016): https://prachatai.com/english/node/6766.  
  4. UNDP, Advancing Human Development through the ASEAN Community (Bangkok: UNDP, 2014), 63-64.
  5. Thak Chaloemtiarana, Thailand: The Politics of Despotic Paternalism (Ithaca: Cornell University Press, 2007), 59-62, 127-130.
  6. ข้อยกเว้นที่โดดเด่นมากคือเผด็จการทหารสองคน กล่าวคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2502-2506) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (2557-ปัจจุบัน) ซึ่งเน้นย้ำรากเหง้าความเป็นชาวอีสาน “100%” จากข้อที่บ้านเกิดของมารดาอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ รวมทั้งเขาเกิดและใช้ชีวิตวัยเด็กในค่ายทหารที่โคราช โปรดดู MGR Online, “ประยุทธ์โชว์เลือดอีสานร้อยเปอร์เซ็นต์ ยันไม่ทรยศบ้านเกิด วอนขอเวลาอย่าประท้วง” 2 กุมภาพันธ์ 2558, https://mgronline.com/politics/detail/9580000013021.
  7. โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Jacob I. Ricks, “The Effect of Language on Political Appeal: Results from a Survey Experiment in Thailand,” Political Behavior, https://doi.org/10.1007/s11109-018-9487-z (2018).
  8. Saowanee Alexander and Duncan McCargo, “Diglossia and Identity in Northeast Thailand: Linguistic, Social, and Political Hierarchy,” Journal of Sociolinguistics 18, no. 1 (2014), 60-86; Saowanee Alexander and Duncan McCargo, “Exit, Voice, (Dis)loyalty? Northeast Thailand after the 2014 Coup,” in After the Coup: The National Council for Peace and Order Era and the Future of Thailand, eds. Michael Montesano et al. (Singapore: ISEAS, 2019), 90-113.
  9. Volha Charnysh, Christopher Lucas, and Prerna Singh, “The Ties that Bind: National Identity Salience and Pro-Social Behavior Toward the Ethnic Other,” Comparative Political Studies 48, no. 3 (2015), 270-275; Andreas Wimmer, Nation Building: Why Some Countries Come Together While Others Fall Apart (Princeton: Princeton University Press, 2018): 28-32.
  10. Charles F. Keyes, Finding their Voice: Northeastern Villagers and the Thai State (Chiang Mai: Silkworm Books, 2014), 110-111, 140-149.
  11. Jacob I. Ricks, “Proud to be Thai: The Puzzling Absence of Ethnicity-Based Political Cleavages in Northeastern Thailand,” Pacific Affairs 92, no. 2 (2019), 257-285.
  12. Fu Hu and Yun-han Chu, Asian Barometer (Taipei: National Taiwan University, 2017), multiple rounds, www.asianbarometer.org.
  13. Ronald Inglehard et al., eds., World Values Survey: All Rounds – Country-pooled Datafile (Madrid: JD Systems Institute, 2014), www.worldvaluessurvey.org.
  14. Paul M. Lewis, Gary F. Simons, and Charles D. Fennig, “Ethnologue: Languages of Thailand,” in Ethnologue: Languages of the World, vol. 18, eds. Paul M. Lewis et al. (Dallas, TX: SIL International, 2015); Suwilai Premsrirat et al. Phaenthi Phasa Khong Klumchatphan Tang-Tang Nai Prathed Thai [Ethnoliguistic Maps of Thailand], (Bangkok: Mahidol University, 2004), 16, 33-60.
  15. Interview, July 24, 2017, Sakon Nakhorn.
  16. Interview, December 14, 2016, Bangkok.
  17. Interview, April 5, 2017, Khon Kaen.
  18. Interview, July 19, 2017, Khon Kaen.

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*


CAPTCHA