
ในเดือนสิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีคำวินิจฉัยสองคดีที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีการเมืองไทย ในวันที่ 7 สิงหาคม คณะตุลาการสั่งยุบพรรคก้าวไกลด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันกษัตริย์[1] หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสินจากแนวร่วมพรรคการเมืองที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลถึงการขาดความซื่อสัตย์สุจริตอันสืบเนื่องจากการแต่งตั้งบุคคลที่เคยต้องโทษคนหนึ่งดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ซึ่งศาลพิจารณาเห็นว่าบุคคลผู้นั้นขาดคุณสมบัติ[2]
นับตั้งแต่มีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาในปี 2540 ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและ “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ที่จัดตั้งขึ้นชั่วคราวภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารภายหลังการรัฐประหารปี 2549[3] ได้กลายเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ในการเมืองไทย[4] ยิ่งมีการรัฐประหารต่อเนื่องและการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง[5] อำนาจของศาลนี้ก็ยิ่งขยายมากขึ้น และยิ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจของวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยภายใต้โครงสร้างในปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญยังมีคำวินิจฉัยหลายครั้งหลายหนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้ความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้งอ่อนแอลง มักมีผลการตัดสินที่เอียงข้างเอื้อต่อการรวบอำนาจของชนชั้นนำและบ่อนเซาะพรรคฝ่ายค้าน
หลักฐานต่างๆ ชี้ให้เห็นแบบแผนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ศาลรัฐธรรมนูญมักมีบทบาทระหว่างหรือหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จสิ้นลงไม่นาน ส่งผลให้สมาชิกรัฐสภาต้องพ้นจากตำแหน่ง มีการยุบพรรค และในบางกรณีก็ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มีการใช้ข้ออ้างเหตุผลทางกฎหมายมาประกาศคำพิพากษาที่อุทธรณ์ไม่ได้ คำตัดสินของศาลต่อผลการเลือกตั้งที่มีมากขึ้น แต่ไม่มีการตรวจสอบ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้ง และรวมไปถึงสถานการณ์ของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยด้วย
ความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ
สามหัวข้อใหญ่ กล่าวคือ ขอบเขตอำนาจที่กว้างขวาง กระบวนการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการขาดกลไกกำกับดูแล เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่าส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ[6] โดยรวมแล้ว องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อสาธารณชน และการตัดสินชี้ขาดที่เป็นปัญหาในคดีการเมืองส่งผลด้านลบต่อภาพลักษณ์ความชอบธรรมของศาล[7]
หัวข้อแรก อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญปรากฏครั้งแรกใน “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดของประเทศไทย[8] นอกจากการขยายบทบาทหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้าง “องค์กรอิสระ” ขึ้นมาหลายองค์กร รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ให้องค์กรเหล่านี้มีความเป็นเอกเทศค่อนข้างมากจากรัฐบาล เพื่อจะได้คอยกำกับดูแลและสร้างหลักประกันให้ตัวบุคคลทางการเมืองมีความรับผิดรับชอบ[9] หลังจากเกิดการรัฐประหารหลายครั้งและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญที่กองทัพยัดเยียดให้ มีการขยายขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ[10] ตอนนี้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญครอบคลุมกว้างขวางทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของนักการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560[11] และกฎหมายเพิ่มเติมต่างๆ อำนาจหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นมีอาทิ ทบทวนกฎหมายและการเลือกตั้งว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเมินคุณสมบัติและพฤติกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมือง และป้องกันการกระทำที่เข้าข่าย “ล้มล้างการปกครอง”
หัวข้อที่สอง กระบวนการคัดสรรที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ (รวมทั้งองค์กรอิสระแบบเดียวกัน) ประกอบด้วยผู้พิพากษาและนักเทคโนแครตที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม อีกทั้งมีจุดยืนอยู่ในฝ่ายเดียวกับชนชั้นนำตามจารีต[12] ผู้พิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด และคณะกรรมการสรรหาอันประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุด และตัวแทนจาก “องค์กรอิสระ” อื่นๆ
จากนั้น บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อต้องได้รับการเห็นชอบจากวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ขาดความชอบธรรม เนื่องจากวุฒิสมาชิกเองก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อเดือนตุลาคม 2567 สมาชิกทั้งหมดของศาลรัฐธรรมนูญได้รับการเห็นชอบจากวุฒิสมาชิก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากรัฐบาลทหารภายหลังการรัฐประหาร 2557 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตจะต้องได้รับการเห็นชอบจากวุฒิสภาที่คัดเลือกผ่านกระบวนการสรรหาซึ่งกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ระบบแบบนี้จึงเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการมีตัวแทนตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงในวุฒิสภา และผลที่ตามมาอีกทอดก็คือ ปัญหาความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยของศาลรัฐธรรมนูญ
หัวข้อที่สาม การขาดกลไกกำกับดูแลศาลที่มีประสิทธิภาพยิ่งซ้ำเติมความกังวลข้างต้น ประเด็นนี้แสดงออกมาในสองลักษณะด้วยกัน ประการแรก การตัดสินชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดและมีผลผูกมัดต่อทุกองค์กรของรัฐ ลักษณะเช่นนี้จึงเป็นข้อจำกัดมิให้สถาบันอื่นเข้ามาทบทวนหรือท้าทายคำตัดสินดังกล่าว ดังนั้นจึงทำให้คำตัดสินไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อสาธารณชน ประการที่สอง ในขณะที่รัฐธรรมนูญมีกลไกในการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่กลไกนั้นขึ้นอยู่กับการที่คณะตุลาการละเมิด “มาตรฐานทางจริยธรรม” อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่กล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นโดยนำความคิดเห็นมาจากศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง ประเด็นนี้จึงทำให้เกิดข้อจำกัดต่อการตรวจสอบความประพฤติของศาล
เมื่อคำนึงถึงขอบเขตอำนาจที่มีกว้างขวาง กระบวนการสรรหาที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย และการขาดการตรวจสอบและถ่วงดุล กระบวนการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญจึงมักถูกกลุ่มคนที่เรียกกันว่า “นักร้อง” [13] ฉกฉวยมาใช้ประโยชน์ นักร้องเหล่านี้มักมีจุดยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับก๊วนชนชั้นอนุรักษ์นิยมกลุ่มต่างๆ และคอยยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อหาทางทำลายบุคคลในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายค้าน เพื่อเป้าหมายทางการเมืองของตน นอกเหนือจากนั้น คำตัดสินของศาลก็มักเป็นไปในแนวทางเดียวกับหลักการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รับใช้ผลประโยชน์ของนักร้องเรียนเหล่านี้ และพลิกคว่ำเจตนารมณ์ของประชาชนที่อุตส่าห์ออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

คำวินิจฉัยของศาลและผลกระทบที่มีต่อความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้งในประเทศไทย
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจนถึงปัจจุบันส่งผลให้มีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนจากการเลือกตั้ง การยุบพรรคการเมือง และการสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ประเด็นสำคัญก็คือ คำวินิจฉัยเหล่านี้เป็นการพลิกคว่ำการเลือกของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ตัดสินใจระหว่างการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงเท่ากับเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้งในประเทศนี้
ประการแรก การสั่งให้ตัวแทนจากการเลือกตั้งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยการใช้ข้อเทคนิคทางกฎหมาย
ข้อเทคนิคทางกฎหมาย เช่น ความประพฤติเชิงจริยธรรมของนักการเมือง เป็นสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญมักนำมาอ้างเพื่อสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อสมาชิกรัฐสภาและฝ่ายบริหาร ในกรณีเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 นายกรัฐมนตรีเศรษฐาถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง โดยอ้างถึงความซื่อสัตย์สุจริตอันเป็นที่ประจักษ์ อันมีเหตุจากการแต่งตั้งบุคคลที่ศาลเห็นว่าขาดคุณสมบัติเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี กระทั่งแพทองธาร ชินวัตรต้องเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนเศรษฐาไม่นานหลังจากนั้น
ข้อเทคนิคทางกฎหมายอีกอย่างหนึ่งถูกนำมาใช้ในการสั่งให้สมาชิกรัฐสภาหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอ้างถึงการถือครองหุ้นสื่อ การใช้ข้อเทคนิคนี้ทำได้ด้วยการใช้คำนิยามว่าสื่อคืออะไรแบบกว้างมาก นั่นคือ ครอบคลุมบริษัทหรือองค์กรอะไรก็ได้ที่มีคำกล่าวอ้างถึงบทบาทหน้าที่ว่าเป็นสื่อมวลชน ถึงแม้ไม่มีการดำเนินงานในปัจจุบันแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ศาลยังไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจควบคุมที่แท้จริงที่บุคคลคนนั้นมีต่อบริษัทหรือองค์กรดังกล่าวด้วย[14]
ในเดือนพฤศจิกายน 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำและผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ (ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวไกลในภายหลัง) ถูกสั่งพ้นจากสมาชิกสภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะถือครองหุ้นในบริษัทสื่อมวลชนที่ยุติการดำเนินกิจการไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เคยตีพิมพ์นิตยสารด้านไลฟ์สไตล์[15] ในคดีคล้ายกัน ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 มีผู้ยื่นร้องเรียนให้ถอดถอนพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้นำและผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล เพราะถือครองหุ้นในบริษัทที่กึ่งเลิกกิจการไปแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนเคยถือสิทธิในการกระจายเสียงและการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์[16] ในกรณีหลังนี้ สุดท้ายมีการวินิจฉัยว่าพิธาไม่มีความผิด หลังจากมีการแสดงเอกสารที่เป็นหลักฐานว่า บริษัทนี้ไม่ได้จดทะเบียนในฐานะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านสื่อ[17]
คดีข้างต้นชี้ให้เห็นความน่ากังวลเกี่ยวกับการใช้ข้อเทคนิคทางกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบใหญ่กว่านั้นที่จะมีต่อความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังบ่งบอกถึงแรงจูงใจทางการเมืองที่อาจมีอยู่เบื้องหลังด้วย นักร้องเรียนคนหนึ่งออกมา “เปิดโปง” คดีของธนาธรทันทีหลังจากพรรคของเขาได้ที่นั่งในสภาจำนวนพอสมควร[18] ในขณะที่คดีของพิธาเกิดมาจากนักร้องเรียนคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง[19]
ประการที่สอง คำวินิจฉัยของศาลลงโทษพรรคการเมืองที่เสนอหรือหาเสียงเกี่ยวกับนโยบายปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลตัดสินว่านโยบายของพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา) ซึ่งกำหนดโทษแก่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ ตลอดจนกิจกรรมอื่นใด เช่น ประกันตัวผู้ถูกจับกุมคุมขังภายใต้กฎหมายมาตรานี้ เป็น “การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อการล้มล้างการปกครอง” ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็นว่ามาตรา 112 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์และดังนั้นจึงต้องได้รับการยกเว้นจากการแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากพรรคก้าวไกลใช้ประเด็นนี้เพื่อหวังผลทางการเมือง รวมทั้งใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงด้วย คณะตุลาการจึงมีความเห็นว่าการกระทำของพรรคเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ผลที่ตามมาคือ พรรคก้าวไกลถูกยุบพรรคในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 และสมาชิกในคณะกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลาสิบปี[20]
ในทางกลับกัน ศาลยกคำร้องยุบพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ทั้งที่พรรคเพื่อไทยเองก็เคยหาเสียงว่าจะแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน แต่ต่อมาในภายหลัง พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมและพรรคที่อยู่ฝ่ายเดียวกับกองทัพ ในขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก้าวไกล แต่กลับมีความเห็นว่าคำร้องยุบพรรคเพื่อไทยไม่มีมูล โดยศาลแถลงว่าไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีเจตนาล้มล้างการปกครองจากการหาเสียงแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าว[21]
ในท้ายที่สุดแล้ว การแถลงคำวินิจฉัยว่า แนวคิดที่พยายามปฏิรูประบบการเมืองเป็นความพยายามล้มล้างการปกครอง เท่ากับศาลบีบบังคับกดห้ามหลักการพหุนิยมทางการเมืองระหว่างการเลือกตั้ง ซึ่งเซาะกร่อนรากฐานของระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคในประเทศไทย
ประการที่สาม คำตัดสินที่ผ่านมาของศาลซึ่งสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ไม่เพียงปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน แต่สร้างความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของการเลือกตั้งในอนาคตอีกโสดหนึ่งด้วย
ระหว่างการเลือกตั้งปี 2549 ศาลรัฐธรรมนูญอ้างถึงความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งหลายประการ จนทำให้ศาลลงมติให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ[22] ข้อแรก ศาลอ้างว่า การตัดสินใจจัดการเลือกตั้งโดยให้เวลาเพียง 37 วันหลังจากประกาศให้มีการเลือกตั้ง แม้ว่าในเชิงเทคนิคแล้วจะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่สร้างความไม่เป็นธรรมต่อพรรคการเมืองอื่น การกำหนดเวลาเช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองอื่นประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ส่งผลให้เขตเลือกตั้งหลายเขตมีแต่ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการสะท้อนถึงเจตจำนงที่แท้จริงของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง คำตัดสินครั้งนี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองของศาลยุติธรรม และขอบเขตที่ศาลสามารถพิจารณาว่า การกระทำที่ “ในเชิงเทคนิคแล้วไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” แต่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย นอกจากนี้ ศาลยังอ้างถึงความกังวลที่การจัดตั้งคูหาลงคะแนนอาจทำให้ผู้ลงคะแนนไม่มีความเป็นส่วนตัว ทั้งที่ไม่มีการนำเสนอหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้กลโกงดังกล่าวอย่างแพร่หลาย
ครั้งต่อมา ภายหลังการเลือกตั้งปี 2557 ศาลตัดสินว่าการเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถจัดให้มีการลงคะแนนเสียงในทุกเขตเพราะขาดผู้สมัครรับเลือกตั้งใน 28 เขต[23] เนื่องจากผู้ต้องการสมัครรับเลือกตั้งถูกกลุ่มผู้ประท้วงขัดขวางไม่ให้เข้าไปลงทะเบียนสมัครรับเลือกตั้ง[24] คำวินิจฉัยนี้สร้างความกังวลหลายประการ การให้เหตุผลของศาลเพื่อประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเป็นคำตัดสินที่ไม่ได้สัดส่วน เพราะเป็นการอ้างถึงความไม่ปรกติของกระบวนการเลือกตั้งใน 28 เขตเท่านั้น อีกทั้งคำวินิจฉัยยังไม่อนุญาตให้มีการจัดเลือกตั้งซ่อมในเขตที่มีปัญหาดังกล่าว ในขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยของศาลเพิกเฉยต่อการคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง และไม่จัดการปัญหาการละเมิดหลักการตามรัฐธรรมนูญของกลุ่มผู้ประท้วงที่ใช้กำลังขัดขวางมิให้ผู้ต้องการสมัครรับเลือกตั้งเข้าไปลงทะเบียน
ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินแค่สองครั้งให้การเลือกตั้งข้างต้นเป็นโมฆะ ทว่านับตั้งแต่การวินิจฉัยสองครั้งนั้นเป็นต้นมา การยื่นคำร้องเรียนให้การเลือกตั้งครั้งต่อๆ มาเป็นโมฆะ กลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันเป็นประจำ หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 นักร้องอีกคนหนึ่ง (ซึ่งจะมีชื่อเสียงโด่งดังอีกเช่นกันนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566) ยื่นคำฟ้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ บุคคลผู้เป็นนักร้องรายนี้อ้างถึงรายงานการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีความไม่ชอบมาพากลและมีการคำนวณ สส.ระบบบัญชีรายชื่อที่พวกเขามองว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินตัดสินใจไม่ดำเนินการตามคำร้องนี้ การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะทำให้การเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 เป็นโมฆะปรากฏให้ได้ยินเช่นกัน ถึงแม้ไม่มีการนำเสนอหลักฐานแน่นหนาเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งแต่อย่างใด[25]
การสั่งให้ตัวแทนจากการเลือกตั้งหยุดปฏิบัติหน้าที่ การยุบพรรค และการสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ คำวินิจฉัยเหล่านี้เซาะกร่อนบ่อนทำลายความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้งในประเทศไทย การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทในคำตัดสินเช่นนี้จนกลายเป็นหลักปฏิบัติทั่วไป ถือเป็นการคุกคามต่อความเข้มแข็งมั่นคงของการเลือกตั้งในฐานะวิธีการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ ยิ่งกว่านั้น ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ความปั่นป่วนทางการเมืองและสุญญากาศที่ตามมาหลังจากการเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะ นำไปสู่การรัฐประหารของกองทัพในปี 2549 และปี 2557 แม้กระทั่งเมื่อการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ แต่การสั่งให้ตัวแทนจากการเลือกตั้งต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่และการยุบพรรคการเมือง ชี้ให้เห็นผลกระทบในลักษณะก้าวก่ายขัดขวางที่เกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนำไปสู่การเซาะกร่อนบ่อนทำลายความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้งในประเทศไทย

สรุป
บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการพลิกคว่ำการตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้ง นำไปสู่การเซาะกร่อนบ่อนทำลายความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้งในประเทศไทย คำตัดสินของศาลส่วนใหญ่ได้แก่ การสั่งให้ตัวแทนจากการเลือกตั้งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยข้อเทคนิคทางกฎหมาย ยุบพรรคเนื่องจากเสนอการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ปัญหาเหล่านี้ยิ่งถูกซ้ำเติมจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกว้างขวาง มีกระบวนการสรรหาที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย และขาดความรับผิดรับชอบต่อสาธารณชน จนส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของศาล ทั้งอิทธิพลโดยตรงและอิทธิพลโดยอ้อมที่ศาลมีต่อการเลือกตั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้งในอนาคตของประเทศไทย
ด้วยเหตุนี้ ไม่น่าประหลาดใจที่มีเสียงเรียกร้องมากขึ้นให้แก้ไขบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น การแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกอำนาจศาลในการกำกับความประพฤติของนักการเมือง[26] นอกจากนี้ก็เริ่มมีการถกเถียงอภิปรายเกี่ยวกับการทบทวนความจำเป็นของการมีศาลรัฐธรรมนูญ[27] โดยรวมแล้ว การริเริ่มเหล่านี้พยายามลดทอนอิทธิพลอำนาจของศาล โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เสียงเรียกร้องข้างต้นมาจากพรรคฝ่ายค้านเป็นส่วนใหญ่ และหากปราศจากเจตจำนงทางการเมืองจากทุกฟากฝ่ายเพื่อการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีแนวโน้มอย่างยิ่งว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยังคงมีอิทธิพลเหนือผลการเลือกตั้งต่อไป
Ekmongkhon Puridej, Asia Centre
NOTES
[1] Bangkok Post (2024) ‘Court dissolves Move Forward Party’, Bangkok Post, at:
https://www.bangkokpost.com/thailand/politics/2843182/court-dissolves-move-forward-party.
[2] Bangkok Post (2024) ‘Srettha dismissed as PM after court ruling’, Bangkok Post, at:
https://www.bangkokpost.com/thailand/politics/2847093/srettha-dismissed-as-pm-after-court-ruling.
[3] “Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim), 2006”, ConstitutionNet, at: https://constitutionnet.org/sites/default/files/2006_Interim_Constitution_constitution.pdf.
[4] ThaiPublica (2024) ‘นิติศาสตร์ 4 สถาบันชี้ “ศาลรัฐธรรมนูญอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ” กระทบสิทธิประชาชน [Four law faculties points out “Constitutional Court’s power over the Constitution”, affecting citizen’s rights]’, ThaiPublica, at: https://thaipublica.org/2024/08/academics-say-excessive-power-of-constitutional-court-affecting-peoples-rights; Thairath (2024) ‘แฮชแท็ก #ศาลรัฐธรรมนูญ พุ่งติดอันดับ 1 หลังอ่านคำวินิจฉัยคดี “พิธา-ก้าวไกล” [Hashtag #ConstitutionalCourt soars to number 1 after the court reads “Pita – Move Forward” verdict]’, Thairath, at:
https://www.thairath.co.th/news/society/2759589.
[5] Wachana Wanlayangkul (2021) ‘ศาลรัฐธรรมนูญแบบไหนที่สังคมไทยต้องการ? [What kind of Constitutional Court does Thai society need?]’, The101, at: https://www.the101.world/constitution-dialogue-constitutional-court.
[6] Wachana (2021) ‘What kind of Constitutional Court does Thai society need?’.
[7] Eugénie Mérieau (2022) ‘Democratic Breakdown through Lawfare by Constitutional Courts: The Case of Post- “Democratic Transition” Thailand’, Pacific Affairs 95(3): 475–496, at:
https://eugeniemerieau.com/wp-content/uploads/2023/02/pa-lawfare-in-thailand-2022.pdf.
[8] James R. Klein (1998) ‘The Constitution of the Kingdom of Thailand, 1997: A Blueprint for Participatory Democracy’, Working Paper No. 8, The Asia Foundation Working Paper Series, at: https://constitutionnet.org/sites/default/files/Paper_on_the_1997_constitution_2.pdf.
[9] Khemthong Tonsakulrungruang (2022) ‘Thai Constitutions as a Battle Ground for Political Authority: Barami versus Vox Populi’, in Tom Ginsburg and Benjamin Schonthal (eds.) Buddhism and Comparative Constitutional Law, Cambridge: Cambridge University Press (Comparative Constitutional Law and Policy), 161–180.
[10] Wachana (2021) ‘What kind of Constitutional Court does Thai society need?’.
[11] “Constitution of the Kingdom of Thailand, 2017” Constitute Project, at: https://www.constituteproject.org/constitution/Thailand_2017.
[12] Khemthong (2022) ‘Thai Constitutions as a Battle Ground for Political Authority’.
[13] BBC Thai (2017) ‘ศรีสุวรรณ จรรยา กับ 5 เรื่องน่ารู้ของ “นักร้อง” [Srisuwan Chanya and 5 interesting facts about “serial petititoners”]’, BBC Thai, at: https://www.bbc.com/thai/thailand-39626226.
[14] Natchapakorn Nammuang (2023) ‘แนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีหุ้นสื่อ ถือหุ้นจริง + ทำสื่อจริง = มีความผิด [Constitutional Court’s rulings in media share cases: Holding real shares + really doing media business = guilty], Thairath, at: https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/103290.
[15] Bangkok Post (2019b) ‘Court suspends Thanathorn from MP’, Bangkok Post, at: https://www.bangkokpost.com/thailand/politics/1682696/court-suspends-thanathorn-from-mp.
[16] Bangkok Post (2024a) ‘Pita survives media shareholding case’, Bangkok Post, at:
https://www.bangkokpost.com/thailand/politics/2729909/pita-survives-media-shareholding-case.
[17] Ibid.
[18] Thai PBS (2023) ‘ย้อนรอย “ถือหุ้นสื่อ” จาก “ธนาธร” ถึง “พิธา” [Backtracking “holding media shares” from Thanathorn to Pita]’, Thai PBS, at: https://www.thaipbs.or.th/news/content/327630.
[19] PPTV (2023) ‘เลือกตั้ง 2566 : เบื้องลึก! แฉ”พิธา”ถือหุ้นITV บังเอิญหรือเกมตัดตอน? [Insider! Reveals that “Pita” owns iTV shares – coincidence or intentional?]’, PPTV, at: https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/197169.
[20] Bangkok Post (2024b) ‘Court dissolves Move Forward Party’.
[21] Thairath (2024b) ‘ศาลรัฐธรรมนูญตีตก ร้องสอย พท.แก้ 112 สั่ง กกต.ชงใหม่ เอกสารยุบก้าวไกล [Constitutional Court dismissed petition to take down PTP for amending 112 – Orders Election Commission to reconsider documents for MFP dissolution case]’, Thairath, at: https://www.thairath.co.th/news/politic/2772173.
[22] Constitutional Court (2006) ‘สรุปคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 [Summary of the Decision of the Constitutional Court No. 9/2006 Date: 8 May 2006]’, Constitutional Court, at:
https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/file_import/t9_49.pdf.
[23] Reuters (2014) ‘Thai court declares February general election void’, CNBC, at:
https://www.cnbc.com/2014/03/21/thai-court-declares-feb-general-election-void.html; BBC News (2014) ‘Thai court rules general election invalid’, BBC News, at: https://www.bbc.com/news/world-asia-26677772.
[24] Ibid.
[25] BBC Thai (2023) ‘เลือกตั้ง 2566 : ประธาน กกต. ตอบสื่อต่างชาติเลือกตั้งจะโมฆะหรือไม่ [Election 2023: Election Commission chairman responds to foreign media: will the election be invalid or not?]’, BBC Thai, at: https://www.bbc.com/thai/articles/cxwppjvd484o; TODAY (2023) ‘ความไม่ชัดเจนเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง อาจนำไปสู่เลือกตั้งโมฆะ ซ้ำรอยปี 49 [Ambiguity regarding the division of electoral districts may lead to an invalid election, repeating the situation of 2006]’, TODAY, at: https://workpointtoday.com/news-260.
[26] The Standard (2024) ‘สว. นันทนา มองการตรวจสอบจริยธรรมไม่ควรเป็นตัวชี้วัดเดียว เสนอลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่ล้นเกิน [Senator Nanthana views ethics should not be the only indicator, proposes to reduce the excessive powers of the Constitutional Court]’, The Standard, at: https://thestandard.co/nantana-senate-ethics-probe.
[27] Thepjorn (2024) ‘ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ชักธงรบ วางเกมยาว ล้ม “ศาลรัฐธรรมนูญ” [The opposition raise the battle flag and planned the long game to overthrow the Constitutional Court]’, Bangkok Biz News, at: https://www.bangkokbiznews.com/politics/1141760.