เปลี่ยนรัฐบาลโดยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง: การทำลายมติของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2022 อันวาร์ อิบราฮิมปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย หลังจากมีการเจรจาต่อรองอย่างเข้มข้นภายหลังการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2022  การเข้ารับตำแหน่งของเขานับเป็นหมุดหมายที่แสดงถึงพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเขาสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนข้างมากในหมู่สมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งในหลากหลายพรรค รวมทั้งพรรคที่ไม่ได้เป็นแนวร่วมทางการเมืองของเขาด้วย

ผ่านมาสองปีหลังจากการเลือกตั้งปี 2022  มีความวิตกกังวลพอสมควรเกี่ยวกับรัฐบาล “เอกภาพ” ของอันวาร์ รวมทั้งความสุจริตและเป็นธรรมในการเลือกตั้งของประเทศมาเลเซีย กล่าวคือ แนวร่วมพรรครัฐบาลอาจสลายตัวสืบเนื่องจากการถอนเสียงสนับสนุนของพรรคการเมืองแนวร่วมหนึ่งหรือหลายพรรค  การขาดไร้มาตรการที่เข้มแข็งในการป้องกันไม่ให้พรรคการเมือง (ไม่ใช่แค่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายบุคคล) ย้ายเสียงสนับสนุนจากแนวร่วมหนึ่งไปอยู่กับอีกแนวร่วมหนึ่งระหว่างสมัยประชุมสภานิติบัญญัติ เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการล้มรัฐบาลได้

ถึงแม้มีการออกกฎหมายห้ามย้ายพรรคบังคับใช้ในปี 2022 เพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายบุคคลย้ายสังกัดพรรคการเมือง แต่กฎหมายนี้ไม่มีเงื่อนไขครอบคลุมตัวพรรคการเมือง  ช่องโหว่ในตัวบทกฎหมายทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นชนวนให้เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลโดยไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งใหม่

ความล้มเหลวที่จะวางรากฐานกลไกคุ้มครองการเลือกตั้ง และป้องกันไม่ให้เกิดการยักย้ายบงการทางการเมืองเช่นนี้  กำลังเบิกทางให้ความพยายามที่จะก่อตั้งแนวร่วมการเมืองกลุ่มใหญ่ยิ่งกว่าเดิม เพื่อสร้างหลักประกันว่าการย้ายพรรคจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลในมาเลเซีย  อย่างไรก็ตาม การมีแนวร่วมพรรคการเมืองขนาดใหญ่อาจกร่อนเซาะหลักการการเลือกตั้งแบบหลายพรรคและเจตจำนงทางการเมืองที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งแสดงออกมาในการลงคะแนนเสียง  นี่คือความเสี่ยงที่มีต่อความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้ง ซึ่งมาเลเซียจะต้องเผชิญในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้น

May, 2024, Anwar Ibrahim, Prime Minister of Malaysia, at the Prime Minister’s Office. Wikipedia Commons

การทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2018

การตระบัดสัตย์ของพรรคหรือแนวร่วมพรรคการเมืองเป็นยุทธศาสตร์ที่สังเกตเห็นได้เป็นระยะในการเมืองของมาเลเซีย  เมื่อนักการเมืองย้ายข้างจากพรรคหนึ่งหรือค่ายหนึ่งไปอีกฝั่ง  การปฏิบัติเช่นนี้มักเป็นไปเพื่อรักษาสถานะและอิทธิพลของตนภายในภูมิทัศน์ทางการเมืองขณะนั้น โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ไร้เสถียรภาพหรือเมื่อต้องพยายามรักษาอำนาจไว้[1]  ในระดับรัฐ การตระบัดสัตย์หรือ “การย้ายข้าง” ของพรรคการเมืองทำให้รัฐบาลต้องล้มไปถึงแปดรัฐบาลด้วยกัน[2]  เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างแล้ว ในระดับชาติ ถึงแม้นักการเมืองรายบุคคลมักย้ายสังกัดพรรค ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบของแนวร่วมและส่วนต่างของชัยชนะในการเลือกตั้งหลายครั้งก็จริง[3] แต่การย้ายพรรคไม่เคยประสบความสำเร็จในการสั่นคลอนรัฐบาลของแนวร่วม Alliance Party และรัฐบาลชุดต่อมาของแนวร่วมบารีซันนาซีโยนัล (Barisan Nasional—BN ต่อไปจะเรียกว่าแนวร่วมบีเอ็น) นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 1955

อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์นี้เปลี่ยนไปในปี 2020 เมื่อมีเหตุการณ์ย้ายพรรคที่เรียกว่า “ความเคลื่อนไหวที่โรงแรมเชอราตัน” (Sheraton Move) [4]   ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2018 ผ่านมาได้สองปี  ส่งผลให้แนวร่วมบีเอ็นที่มีพรรคอัมโน (UMNO) เป็นแกนนำต้องพ่ายแพ้  “ความเคลื่อนไหว” นี้จุดชนวนให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไปอีกสองปี  ในช่วงสองปีนั้นมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลโดยที่พลเมืองผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งไม่ได้ออกไปแสดงมติลงคะแนนเสียงแต่อย่างใด

ในช่วงใกล้ถึงวันเลือกตั้งทั่วไปปี 2018 แนวร่วมปากาตันฮาราปัน (Pakatan Harapan—PH ต่อไปจะเรียกว่า แนวร่วมพีเอช) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านคู่ปรับกลุ่มสำคัญของแนวร่วมบารีซันนาซีโยนัล (บีเอ็น) ได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮามัด ซึ่งผละจากพรรคอัมโนมาสังกัดพรรคเบอร์ซาตู (Malaysian United Indigenous Party–BERSATU) [5]  แนวร่วมพีเอช ซึ่งรวมพรรคเบอร์ซาตูไว้ด้วย ได้รับชัยชนะเหนือพรรคอัมโนและแนวร่วมบีเอ็น  กล่าวคือ ได้ที่นั่ง 113 ที่นั่งจากทั้งหมด 222 ที่นั่งใน Dewan Rakyat (สภาผู้แทนราษฎร) หรือได้เสียงข้างมากแบบเฉียดฉิว[6]  เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งในการตั้งรัฐบาลของแนวร่วมนี้คือข้อตกลงว่า มหาธีร์จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลาสองปี แล้วจากนั้นจะถ่ายโอนอำนาจให้อันวาร์ อิบราฮิมจากพรรค People’s Justice Party—PKR (ต่อไปจะเรียกว่าพรรคพีเคอาร์) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำของแนวร่วมพีเอช[7]

สองปีหลังจากการเลือกตั้ง เมื่อถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ต้องส่งมอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้อันวาร์ ปรากฏว่าในกลุ่มแนวร่วมต้องต่อสู้กันเพื่อแสวงหาข้อตกลงเกี่ยวกับแผนการสืบทอดตำแหน่ง เนื่องจากมหาธีร์ไม่เต็มใจสละเก้าอี้นายกรัฐมนตรี[8]  ประจวบเหมาะกับตอนนั้น พรรคเบอร์ซาตูประสบปัญหาความแตกแยกภายใน เนื่องจากมีสมาชิกพรรคบางคนต่อต้านการมีมหาธีร์เป็นผู้นำพรรค การเป็นพันธมิตรกับแนวร่วมพีเอช และแผนการสืบทอดตำแหน่งให้อันวาร์  คนกลุ่มนี้หันไปสนับสนุนการรวมตัวเป็นแนวร่วมใหม่กับพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย (Malaysian Islamic Party—PAS ต่อไปจะเรียกว่าพรรคปาส) และพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ[9]  ความเป็นไปนี้ในท้ายที่สุดส่งผลให้พรรคเบอร์ซาตูถอนตัวจากแนวร่วมพีเอช เพื่อก่อตั้งแนวร่วมเปอรีกาตันนาซีโยนัล (Perikatan Nasional—PN ต่อไปจะเรียกว่าแนวร่วมพีเอ็น) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020[10]

“การย้ายพรรค” ที่นำไปสู่การรวมตัวเป็นแนวร่วมพีเอ็น ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า “การเคลื่อนไหวที่โรงแรมเชอราตัน” ถือเป็นหมุดหมายของการล้มรัฐบาลในระดับชาติสำเร็จเป็นครั้งแรก  สมาชิกพรรคร่วมมือกันกีดกันทั้งมหาธีร์และอันวาร์ออกไป เพื่อสนับสนุนให้มุฮ์ยิดดิน ยัซซินจากพรรคเบอร์ซาตู ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  แนวร่วมพีเอ็นได้รับการหนุนหลังจากแนวร่วมบารีซันนาซีโยนัล (บีเอ็น) ด้วย ทั้งที่แนวร่วม บีเอ็นเป็นฝ่ายค้านมาตั้งแต่การเลือกตั้ง[11]

แม้จะมีการปรับย้ายข้างกันใหม่ แต่แนวร่วมพรรครัฐบาลผสมก็ยังมีเสียงข้างมากในรัฐสภาแค่ฉิวเฉียด[12]  พอถึงกลางปี 2021 ความตึงเครียดภายในแนวร่วมบานปลายมากขึ้น เนื่องจากพรรคอัมโนไม่พอใจกับการจัดการในระดับแกนนำและการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 จึงถอนการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีมุฮ์ยิดดิน  วิกฤตการณ์ความเชื่อมั่นครั้งนี้ลงเอยด้วยการที่มุฮ์ยิดดินต้องลาออกจากตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 2021 กลายเป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2018[13]

Taman Sejahtera polling centre, Election Day, 9 November 2022. Wikipedia Commons

การปฏิรูประบบเลือกตั้งด้วยกฎหมายห้ามย้ายพรรค

“ความเคลื่อนไหวที่โรงแรมเชอราตัน” ซึ่งส่งผลให้เกิดการก่อตั้งแนวร่วมพีเอ็น และตามมาด้วยความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในสมัยนายกรัฐมนตรีมุฮ์ยิดดิน ยัซซินและนายกรัฐมนตรีอิซมาอิล ซับรี ยักกบ ชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับการย้ายสังกัดของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองภายในแนวร่วมหนึ่งๆ จนทำให้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีถึงสามคนภายในเวลาแค่สี่ปี  มันยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า การตระบัดสัตย์สามารถบ่อนเซาะความจงรักภักดีต่อพรรคและทรยศต่อเจตจำนงดั้งเดิมของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไม่หยุดหย่อนกระตุ้นให้สมาชิกรัฐสภาผลักดันให้มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งออกมาเป็นลำดับก่อนที่จะถึงวาระการเลือกตั้งทั่วไปปี 2022  ในบรรดาการปฏิรูปเหล่านี้ มีการออกกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีชื่อทางการว่า Constitution (Amendment) (No. 3) Act 2022[14] หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า กฎหมายห้ามย้ายพรรค ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งย้ายพรรคการเมืองระหว่างดำรงตำแหน่ง  กฎหมายห้ามย้ายพรรคกำหนดโทษต่อสมาชิกรัฐสภาที่ลาออกจากพรรคหนึ่งและย้ายไปสังกัดอีกพรรคหนึ่ง  ในกรณีแบบนี้ ที่นั่งในสภาของพวกเขาจะว่างลง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ตัดสินใจว่าจะให้การสนับสนุนสมาชิกรัฐสภาคนนั้นต่อไปหรือเลือกคนอื่นแทน  นอกจากนี้ การแก้ไขกฎหมายยังคุ้มครองเก้าอี้ของสมาชิกรัฐสภาในกรณีที่เขาถูกผู้นำพรรคไล่ออก โดยอนุญาตให้มีที่นั่งในสภาต่อไปและเข้าสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้

กฎหมายห้ามย้ายพรรคได้รับการโหมประโคมว่า เป็นวิธีการหนึ่งในการฟื้นความศรัทธาของพลเมืองต่อการเมือง หลังจากการเมืองอยู่ในสภาพปั่นป่วนมาหลายปี  กฎหมายนี้มีเป้าหมายที่จะปรามผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งไม่ให้เปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองและความจงรักภักดีต่อพรรคเมื่อได้เข้ามาในรัฐสภาแล้ว  การริเริ่มนี้มีจุดเน้นเป็นพิเศษที่การต่อต้านธนกิจการเมือง (money politics) และการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นที่เคลือบแคลงว่ามันเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการตระบัดสัตย์  ดังนั้น กฎหมายนี้จะช่วยธำรงรักษาความสุจริตและเป็นธรรมของการเลือกตั้งเอาไว้[15]

อย่างไรก็ตาม กฎหมายห้ามย้ายพรรคไม่ได้บังคับใช้ในระดับแนวร่วมพรรคการเมือง จึงเปิดช่องให้พรรคการเมืองเข้าร่วมและเปลี่ยนแนวร่วมได้โดยไม่ต้องรับผลของการกระทำแต่อย่างใด  สิ่งที่ตามมาก็คือ ในขณะที่ “ความเคลื่อนไหวที่โรงแรมเชอราตัน” ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการออกกฎหมาย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เนื่องจากความเคลื่อนไหวนั้นเป็นการย้ายข้างสนับสนุนในระดับพรรคมากกว่าเป็นแค่การ “ย้ายสังกัด” พรรคในระดับสมาชิกรัฐสภาปัจเจกบุคคล  ด้วยเหตุนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงล้มเหลวในการป้องกันไม่ให้แกนนำพรรคตัดสินใจทางการเมืองเพียงฝ่ายเดียวในการย้ายข้างหรือย้ายแนวร่วม โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกพรรคที่มาจากเลือกตั้ง[16]

เมื่อปราศจากกลไกป้องกันไม่ให้มีการตระบัดสัตย์และการย้ายข้าง ภัยคุกคามอันเกิดจากการหักหลังทางการเมืองจึงยังเป็นประเด็นใหญ่น่าวิตกสำหรับรัฐบาลอันวาร์ ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2022

September 2023, participants in the rally expressed dissatisfaction with the government led by Anwar. Photo: Wikipedia Commons

ภัยคุกคามต่อรัฐบาลเอกภาพของอันวาร์

ถึงแม้แนวร่วมปากาตันฮาราปัน (แนวร่วมพีเอช) ที่มีพรรคพีเคอาร์เป็นแกนนำ จะสามารถได้ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2022 แต่คะแนนเสียงส่วนใหญ่ก็แบ่งกระจายอยู่ในแนวร่วมสำคัญสามแนวร่วม นั่นคือ แนวร่วมพีเอช  แนวร่วมบารีซันนาซีโยนัล (บีเอ็น) และแนวร่วมเปอรีกาตันนาซิโยนัล (พีเอ็น)  ผลลัพธ์ก็คือไม่มีแนวร่วมไหนได้เสียงข้างมากในรัฐสภา  หลังจากการเจรจาต่อรองอย่างเข้มข้นหลายรอบ แนวร่วมพีเอช, แนวร่วมบีเอ็น และแนวร่วม Gabungan Parti Sarawak (GPS) ของกลุ่มพรรคการเมืองในซาราวัก ก็บรรลุข้อตกลงประนีประนอมที่จะตั้งรัฐบาล “เอกภาพ” ที่มีอันวาร์เป็นผู้นำ[17]  การเจรจาต่อรองนี้นับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ เพราะแนวร่วมพีเอชกับแนวร่วมบีเอ็นเป็นคู่แข่งทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อนมายาวนาน

อย่างไรก็ตาม ผ่านมาสองปีจนถึงปลายปี 2024 เริ่มมีสัญญาณแตกแยกภายในปรากฏขึ้นในรัฐบาลของอันวาร์  การที่กฎหมายห้ามย้ายพรรคมีผลป้องกันเพียงจำกัดที่จะไม่ให้หมากกลการเมืองแบบ “ความเคลื่อนไหวที่โรงแรมเชอราตัน” เกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ประเด็นข้อจำกัดของกฎหมายนี้เด่นชัดขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก บรรยากาศความไม่ไว้วางใจยังอบอวลอยู่ ทำให้เกิดข่าวลือและการคาดการณ์มากมายหลายอย่างบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการย้ายข้างที่อาจเกิดขึ้น  แนวร่วมรัฐบาลพีเอช-บีเอ็น ต้องเผชิญการโจมตีจากพรรคปาส ซึ่งเป็นพรรคแกนนำของแนวร่วมพีเอ็น โดยมีการออกมาเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ล้มรัฐบาลตั้งแต่ต้นปี 2023[18]  นอกจากนี้ ในเดือนมกราคม 2023 มีข่าวลือเกี่ยวกับการพยายามไล่อาหมัด ซาฮิด ฮามีดีออกจากตำแหน่งประธานพรรคอัมโน เพื่อสั่นคลอนการจับมือกันของแนวร่วมพีเอชกับแนวร่วมบีเอ็น และมีความเป็นไปได้ที่จะล้มรัฐบาลเอกภาพลง  เหตุการณ์นี้ได้รับการขนานนามว่า “ความเคลื่อนไหวที่ลอนดอน” (London Move) [19]

ในช่วงต้นปี 2024 การคาดการณ์เกี่ยวกับ “ความเคลื่อนไหวที่ดูไบ” (Dubai Move) เริ่มแพร่สะพัด  ความเคลื่อนไหวนี้ตามมาด้วยการโน้มน้าวให้สมาชิกรัฐสภาบางคนแตกแถวจากแนวร่วมเอกภาพพีเอช-บีเอ็น และหันไปสนับสนุนผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่แนวร่วมพีเอ็นส่งเข้าประกวดแทน[20]  เนื่องจากยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มีเงื่อนไขให้สมาชิกรัฐสภาต้องย้ายพรรค  การหันไปสนับสนุนแนวร่วมพีเอ็นจึงไม่ถูกลงโทษภายใต้กฎหมายห้ามย้ายพรรค  สถานการณ์จะเป็นแบบนี้เช่นกัน หากว่าแนวร่วมพีเอ็นสามารถเกลี้ยกล่อมจนพรรคใดพรรคหนึ่งหันมาสนับสนุนฝ่ายตนได้สำเร็จ

ถึงแม้ว่า “ความเคลื่อนไหว” ทั้งสองครั้งไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม กระนั้นมันก็ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าวิตกในภูมิทัศน์ทางการเมืองของมาเลเซีย การคาดหมายว่าจะมีการทรยศเกิดขึ้นกลายเป็นความกังวลที่แพร่สะพัด

ประการที่สอง ความขัดแย้งในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายด้านเชื้อชาติ ศาสนา และสถาบันกษัตริย์ อาจชักนำให้สมาชิกรัฐสภาหรือพรรคการเมืองเปลี่ยนย้ายเสียงสนับสนุนจากแนวร่วมรัฐบาล จนอาจส่งผลให้รัฐบาลล้มได้  รัฐบาลของอันวาร์ต้องเผชิญความไม่พอใจภายในจากผู้นำและสมาชิกรัฐสภาของพรรคอัมโน[21] ซึ่งเข้าข้างผลประโยชน์ของชนชาติมลายู และพยายามไกล่เกลี่ยความร่วมมือกับพรรค Democratic Action Party (DAP) [22]   พรรค DAP ถูกมองว่าเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ของชาวจีน-มลายูเป็นหลัก และมีเป้าหมายที่จะท้าทายวาทกรรมแม่บทเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ที่ครอบงำการเมืองมาเลเซีย  ความตึงเครียดนี้ยิ่งถูกซ้ำเติมจากพรรคปาส ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งชาวมลายูจากการวิพากษ์วิจารณ์อันวาร์ โดยกล่าวหาว่าเขาเอาแต่สนองตอบข้อเรียกร้องของพรรค DAP ในขณะเดียวกันก็ละเลยประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อเรียกร้องของชุมชนอิสลามและชาวมลายู[23]

เมื่อมีสัญญาณบ่งบอกเค้าลางของวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นและเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองของตน รัฐบาลอันวาร์จึงเริ่มถกกันถึงการแก้ไขและเสริมความแข็งแกร่งให้กฎหมายห้ามย้ายพรรค โดยมีเป้าหมายที่จะออกกฎหมายห้ามพรรคที่เป็นสมาชิกแนวร่วมมิให้ล้มรัฐบาลด้วยการย้ายข้าง  ข้อเสนอหลากหลายจากการถกเถียงหารือตั้งแต่ครั้งแรกที่นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายปี 2022 ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาให้พิจารณาใหม่  พรรคพีเคอาร์เสนอแนะให้นำหลักการ “เรียกคืน” (recall remedy)  นั่นคือ คืนอำนาจแก่ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงให้จัดการกับผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งย้ายสังกัดพรรคหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจที่ให้สัญญาไว้[24]  พรรคการเมืองเองก็สนับสนุนให้มีการกำหนดมาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม[25] ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่ถูกไล่ออกจากพรรคต้องถูกปลดจากที่นั่งในสภาด้วย

ในขณะที่รัฐบาลแสดงความพร้อมที่จะเสนอให้แก้ไขกฎหมายห้ามย้ายพรรค[26] แต่เส้นทางต่อจากนี้ยังไม่มีความแน่นอน เพราะต้องอาศัยคะแนนเสียงข้างมากในรัฐสภารับรอง

ด้วยเหตุนี้ อันวาร์จึงเคลื่อนไหวนอกเหนือจากการหาแรงสนับสนุนให้แก้ไขกฎหมายห้ามย้ายพรรค  เขาไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่พยายามระดมเสียงสนับสนุนจากหลายพรรคทั้งในและนอกแนวร่วมพีเอช เพื่อเตรียมการล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึง ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินเดือนพฤศจิกายน 2027

ยุทธศาสตร์นี้รวมถึงการพยายามหาฐานสนับสนุนจากสมาชิกพรรคเบอร์ซาตู เพื่อบ่อนเซาะจุดยืนของพรรคในฐานะพลังฝ่ายค้าน[27]  พร้อมกันนั้นก็ตั้งเป้าหมายที่จะรักษาความร่วมมือกับพรรคอัมโนต่อไปในอนาคต[28]  อันวาร์ยังเข้าไปสร้างสายสัมพันธ์กับโครงสร้างการเมืองดั้งเดิมบนเกาะบอร์เนียวด้วย  เพื่อตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาว่าเขาไม่สามารถเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชาวมลายู-มุสลิมได้ดีเพียงพอ ตอนนี้เขาจึงเสาะหาหนทางในการได้แรงสนับสนุนจากพรรคปาส ซึ่งเป็นพรรคที่มีฐานเสียงสำคัญในหมู่ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงชาวมลายู-มุสลิม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้สถานะของรัฐบาล[29]

หากอันวาร์ประสบความสำเร็จในการประนีประนอมและจัดสรรแบ่งปันอำนาจในกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่ชิงดีชิงเด่นกัน การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะทำให้เกิดรัฐบาลที่เข้มแข็งขึ้นและมั่นคงมากขึ้น รวมทั้งถูกล้มคว่ำได้ยากขึ้นด้วย

The Malysian Parliament building in Kuala Lumpur. Photo: Jaggat Rashidi, Shutterstock

สรุป

สภาพของการเมืองมาเลเซียในช่วงสองปีภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2022 เป็นดังนี้:

เนื่องจากยังไม่สามารถออกกฎหมายห้ามย้ายพรรคที่เข้มงวดกว่านี้ ความพยายามของอันวาร์ในช่วงครึ่งหลังของวาระการเป็นรัฐบาลของเขา จึงมีจุดเน้นอยู่ที่การวางรากฐานระบอบการปกครองที่เปิดกว้างต่อทุกหมู่เหล่า ซึ่งจะช่วยให้เขาครองอำนาจอย่างมั่นคงเมื่อประเทศก้าวเข้าสู่วาระการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้อาจได้มาด้วยการเสียต้นทุนสำคัญ นั่นคือระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคในมาเลเซีย  การตั้งรัฐบาลเอกภาพที่จับมือกันระหว่างแนวร่วมพีเอช-บีเอ็น ภายใต้การนำของอันวาร์ เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วว่า เป็นการทรยศต่อจุดยืนทางการเมืองแบบก้าวหน้าและยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ซึ่งเคยเป็นลักษณะเด่นของฝ่ายค้าน[30]

ดังนั้น แนวทางนี้จะเสี่ยงต่อการทำให้เสียงของฝ่ายค้านที่แท้จริงเจือจางลงภายในการเมืองมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้คุณภาพของระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคในประเทศนี้ถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ

Sanjay Gathia, Asia Centre

NOTES

[1] Hershan @ Ray Herman, Muhammad Izwan Ikhsan and Ku Mohd Amir Aizat Ku Yusof (2023) ‘Navigating Party Loyalty and Party Hopping in Malaysia Through Nordin Salleh and Khaliq Mehtab’s Cases’, Malaysian Journal of Social Sciences and Humanities 8(10): 1–10, at: https://doi.org/10.47405/mjssh.v8i10.257.

[2] Shad Saleem Faruqi (2024) ‘Loopholes in Malaysia’s anti-defection law’, Fulcrum, at: https://fulcrum.sg/loopholes-in-malaysias-anti-defection-law.

[3] Ibid.

[4] “Sheraton Move” เป็นคำเรียก ซึ่งหมายถึงข้อตกลงที่ทำกันที่โรงแรมเชอราตันในเมืองเปอตาลิงจายา รัฐเซอลาโงร์ เพื่อก่อตั้งแนวร่วม Perikatan Nasional (PN)

[5] Wan Saiful Wan Jan (2020) Why Did BERSATU Leave Pakatan Harapan?, Singapore: ISEAS – Yusof Ishak Institute.

[6] Inter-parliamentary Union (2018) ‘Malaysia: Dewan Rakyat (House of Representatives)’, Inter-parliamentary Union, at: http://archive.ipu.org/parline/reports/2197_e.htm.

[7] The Straits Times (2018) ‘PM Mahathir says he will honour agreement to hand power to Anwar after two years’, The Straits Time, at: https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/pm-mahathir-says-he-will-honour-agreement-to-hand-power-to-anwar-after-two-years.

[8] Sophie Lemière (2020) ‘The never-ending political game of Malaysia’s Mahathir Mohamad’, Brookings Institute, at: https://www.brookings.edu/articles/the-never-ending-political-game-of-malaysias-mahathir-mohamad.

[9] Ibid.

[10] Mohd Irwan Syazli Saidin (2023) ‘Malaysia’s Crisis of Political Legitimacy: Understanding the 2020 Power Transition and “Sheraton Move” Polemics Through the “Eyes” of Malaysian Political Science Graduates, Cogent Social Sciences, 9:1, 2222572, at: DOI: 10.1080/23311886.2023.2222572.

[11] Sophie Lemière (2021) ‘Is Muhyiddin unstoppable?’, Center for Strategic & International Studies, at: https://www.csis.org/analysis/muhyiddin-unstoppable.

[12] Ibid.

[13] Ayman Falak Medina (2021) ‘Malaysian Prime Minister resigns, deepening political crisis’, ASEAN Briefing, at: https://www.aseanbriefing.com/news/malaysian-prime-minister-resigns-deepening-political-crisis.

[14] “DR 15/2022 Constitution (Amendment) (No.3) Bill 2022” (2022), Democratic Action Party, at: https://dapmalaysia.org/repository/DR15%202022_Amendment%20in%20Committee%20Constitutional%20Amendment%20Anti%20Hopping%20Law_ENG.pdf.

[15] Shad Saleem Faruqi (2024) ‘Commentary: Loopholes in Malaysia’s anti-defection law’.

[16] Ibid.

[17] Amir Yusof and Najmi Syahiran Mamat (2022) ‘Anwar to lead unity government comprising PH, BN and GPS; keeps door open for other partners’, Channel News Asia, at: https://www.channelnewsasia.com/asia/malaysia-ge15-anwar-ibrahim-pm-press-conference-unity-government-vote-confidence-3098681.

[18] Channel News Asia (2023) ‘PAS chief’s remarks on toppling Anwar government stirs controversy, police probe under way’, Channel News Asia, at: https://www.channelnewsasia.com/asia/malaysia-pas-abdul-hadi-topple-government-investigation-police-controversy-3339351.

[19] Faiz Zainudin (2023) ‘Ismail denies involvement in plot to oust Zahid’, Free Malaysia Today, at: https://www.freemalaysiatoday.com/category/nation/2023/01/04/ismail-denies-involvement-in-plot-to-oust-zahid; Aqil Haziq Mahmud (2024) ‘Malaysia gripped in wave of denials, accusations over alleged “Dubai Move” plot to topple Anwar govt’, Channel News Asia, at: https://www.channelnewsasia.com/asia/malaysia-dubai-move-anwar-topple-government-4025001.

[20] James Chai (2024) ‘Commentary: Malaysia’s “Dubai Move” was doomed to fail – it misunderstood Sarawak’s GPS coalition’, Channel News Asia, at: https://www.channelnewsasia.com/commentary/malaysia-dubai-move-topple-anwar-sarawak-borneo-4073746.

[21] MalaysiaNow (2024) ‘Two-thirds majority, but Anwar’s coalition is a house of cards, says Mahathir’, MalaysiaNow, at: https://www.malaysianow.com/news/2024/09/25/two-thirds-majority-but-anwars-coalition-is-a-house-of-cards-says-mahathir.

[22] Tajuddin Rasdi (2024) ‘Is there a political “sandiwara” between Umno and DAP?’, Free Malaysia Today, at: https://www.freemalaysiatoday.com/category/opinion/2024/10/18/is-there-a-political-sandiwara-between-umno-and-dap.

[23] Ibid.

[24] Bernama (2024) ‘Amendment to anti-party hopping law requires thorough bipartisan discussion, agreement – Azalina’, Bernama, at: https://bernama.com/en/news.php?id=2317809.

[25] Ibid.

[26] Ibid.

[27] Azril Annuar (2024) ‘PM Anwar makes play for PAS support to woo Malaysia’s Malay majority’, The Straits Times, at: https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/pm-anwar-makes-play-for-pas-support-to-boost-backing-from-malaysia-s-malay-majority,

[28] Lu Wei Hoong (2024) ‘UMNO chief Zahid wants alliance with PM Anwar to continue, but some dream big after by-election win’, The Straits Times, at: https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/umno-chief-zahid-wants-continued-alliance-with-pm-anwar-but-some-dream-big-after-by-election-win.

[29] Annuar (2024) ‘PM Anwar makes play for PAS support’.

[30] Han Jun Lim (2024) ‘Why Malaysian voters and civil society are turning on Anwar Ibrahim’, East Asia Forum, at: https://eastasiaforum.org/2024/08/28/why-malaysian-voters-and-civil-society-are-turning-on-anwar-ibrahim.